20 สิ่งภายในบ้านที่ไม่มีดีกว่า

 20 สิ่งภายในบ้าน

ที่ตอนแรกคิดว่ามีแล้วดี 

แต่พออยู่ไปไม่มีดีกว่า

.

1. อ่างอาบน้ำ

ของในฝันที่ในชีวิตจริงกลับแทบไม่ได้ใช้ 

เปลืองพื้นที่ในห้องน้ำ 

สุดท้ายกลายเป็นที่วางผ้า วางของ หรือเป็นบ่อขยะ

.

2. ระเบียงใหญ่ ๆ

ตอนเลือกบ้านชอบความรู้สึกโปร่ง 

มีที่นั่งชิค ๆ รับลม 

แต่ลืมไปว่าสภาพอากาศบ้านเรา

มันไม่ได้เหมาะจะทำอะไรแบบนั้น

อยู่ไปนานๆฝุ่นเยอะ เท้าเลอะ

เดินไม่กี่ครั้งก็เลิกใช้ 

กลายเป็นพื้นที่ที่ควรเอามาเป็นห้องใช้สอยจะดีกว่า

.

3. สนามหญ้าและพื้นที่นอกบ้าน

ในบ้านตัวอย่างดูสวยงาม

แต่เอาเข้าจริงคือที่เพาะแมลง

ต้องตัดหญ้าบ่อย ๆ 

และแทบไม่เคยได้ใช้จริง 

บ้านหลังใหม่เลือกต่อเติมเป็นห้องกินข้าวขยายเต็มพื้นที่แทน

.

4. กระเบื้องเงามัน

ดูหรู สะท้อนแสงสวย 

แต่พอใช้งานจริงลื่นอันตราย 

โดยเฉพาะเวลามีน้ำ 

เด็กหรือคนแก่เสี่ยงล้มง่าย 

บ้านต่อไปเลือกผิวด้านหรือ Anti-Slip ดีที่สุด

.

5. ห้องน้ำสีดำ

ตอนยังใหม่ๆดูหรูดูแพง 

แต่พอใช้งานจริง

คราบหินปูน คราบสบู่ ขึ้นไวและเห็นชัด 

ทำความสะอาดลำบาก

แถมสุขภัณฑ์ดีไซน์ซอกเยอะก็ยิ่งล้างยาก

.

6. ฝ้าหลุม + โคมไฟหงาย

ดูโอ่อ่าเวลาส่องไฟขึ้นเพดาน 

แต่เป็นแอ่งฝุ่นเกาะเต็ม ๆ 

ทำความสะอาดยากมาก 

ไฟแบบคว่ำลงกลับใช้ง่ายกว่าและไม่เก็บฝุ่น

.

7. สกายไลท์ / ช่องแสงใหญ่ ๆ

ตอนแรกคิดว่าได้แสงธรรมชาติสวย ๆ 

ดูโปร่ง ทำให้บ้านดูโล่ง

แต่พออยู่จริงร้อนอบอ้าว 

เปิดแอร์เลี้ยงตลอดทั้งวันจนค่าไฟพุ่ง 

และเป็นจุดเสี่ยงรั่วซึมเวลาฝนตกอันดับแรกๆ

จนหลายคนต้องเลือกติดตั้งกระจกเฉพาะจุด

หรือใช้กระจกเขียวตัดแสงแทน

.

8. สระว่ายน้ำในบ้าน

ตอนแรกเห่อ สุดท้ายแทบไม่ได้ใช้ 

แต่ค่าไฟ ค่าเคมี 

ค่าดูแลบำรุงรักษามาเต็ม

หลายบ้านบอกตรงกันว่า

พาลูกยังไปว่ายที่โรงแรมสนุกกว่า

.

9. เหล็กดัดลวดลายสวยงาม

คิดว่าเพิ่มความปลอดภัยและความงาม 

แต่พอใช้งานจริงคือกับดักฝุ่น 

ทำความสะอาดลำบาก 

เหล็กดัดที่ซี่ตรงเรียบ ๆ 

หรือกระจก Temper

ติดระบบเซ็นเซอร์

กันขโมยง่ายกว่าเยอะ

.

10. มู่ลี่ไม้หรือผ้าม่านเกรดต่ำ

มู่ลี่ฝุ่นเกาะไวมาก 

ส่วนผ้าม่านถ้าไม่กัน UV ดี ๆ 

บ้านจะร้อนจนแอร์สู้ไม่ไหว 

บ้านต่อไปเลือกผ้าม่านเกรดดีแบบตาไก่ 

ถอดซักเองได้ง่ายกว่า

.

11. ครัวเปิดติดห้องนั่งเล่น

ในบ้านตัวอย่างดูชิค 

แต่พอทำกับข้าวจริง 

กลิ่นฟุ้งทั้งบ้าน ผ้าม่าน โซฟา 

กลายเป็นตัวดูดกลิ่น 

ครัวปิดหรือกั้นกระจกบานเลื่อนคือทางรอด

.

12. บ่อปลา/สวนน้ำเล็ก ๆ

เสียงน้ำไหลดูดี 

แต่พอใช้งานจริงคือแหล่งเพาะยุง 

มีกลิ่นคาวปลา

ต้องล้างตลอด 

ไม่ได้ผ่อนคลายอย่างที่คิด

.

13. พื้นไม้จริง

ตอนแรกคิดว่าสวยหรู อบอุ่น หรูหรา ดูแพง

แต่พออยู่จริงบวม หด แตกง่าย รอยเพียบ ดูแลยาก และซ่อมแพง

วัสดุทดแทนอย่าง SPC หรือกระเบื้องลายไม้คือคำตอบ

.

14. ประตูไม้แท้

ตอนแรกคิดว่าคลาสสิก ทนทาน

แต่พออยู่จริงหดบวม ปิดไม่สนิท 

หลายบ้านหันไปใช้อลูมิเนียมหรือไม้เทียมที่ไม่หดตัวแทน

.

15. เฟอร์นิเจอร์ built-in ทั้งหลัง

ดูหรูตอนเสร็จใหม่ ๆ 

แต่พอจะเปลี่ยนทีคือปวดหัว ทั้งเรื่องปลวก 

ทั้งเรื่องสไตล์ที่เปลี่ยนตามเวลา 

เฟอร์ลอยตัวคืออิสระที่แท้จริง

.

16. เตาแก๊สฝัง

สวยตอนใหม่ ๆ แต่เสียที งานเข้า

ต้องเรียกช่างยกทั้งชุด 

เตาแบบตั้งโต๊ะลอยง่ายกว่า

เวลาพังเปลี่ยนหัวใหม่ก็จบ

.

17. ห้องเก็บของใต้บันได

คิดว่าจะช่วยใช้ทุกพื้นที่ให้มีค่าและจัดการให้เป็นระเบียบ 

แต่สุดท้ายกลายเป็น “หลุมดำ” ของขยะและของไม่จำเป็น

ที่รกและหาของยาก

.

18. พื้นที่ซักล้างไม่คิดเผื่อ

บ้านจัดสรรมักทำเล็กนิดเดียว 

ไม่มีอ่างกั้นเล็ก ๆ สำหรับซักผ้าเช็ดพื้น

หรือซักเล็ก ๆ น้อย ๆ 

สุดท้ายต้องก้มล้างทั้งพื้นให้เหนื่อยแทน

.

19. หน้าต่างบานกระทุ้ง

ตอนแรกดูเก๋ 

สุดท้ายเปิดไม่กี่วันฝุ่นเกาะตลอด 

แถมกันฝนไม่ค่อยได้ 

บานสไลด์คือ work สุด

.

20. ตู้โชว์ของเต็มบ้าน

ดูเหมือนจะภูมิใจ 

แต่กลายเป็นที่เก็บฝุ่นและรกสายตา 

บานปิดทึบคือคำตอบ

.

บ้านสอนบทเรียนที่ตำราไหนก็ให้ไม่ได้ 

หลายฟังก์ชันคือของสวย

พออยู่จริงกลับกลายเป็นภาระ 

การสร้างบ้านหลังใหม่จึงไม่ใช่การใส่ 

“ทุกอย่างที่อยากได้” 

แต่คือการเลือก 

“เฉพาะสิ่งที่ใช้จริง” 

และตัดสิ่งที่ไม่เวิร์กออกไปตั้งแต่ต้น


📌 ขอบคุณผู้เขียนที่ยังไม่ทราบนาม 

สาธิตการถักเดรสโครเชต์







1. สาธิตการถักดอกไม้โครเชต์

สาธิต ถักโครเชต์ ดอกไม้โครเชต์ ขนาด 15 x 15 cm ต่อดอก เพื่อนำไปถักต่อดอกเป็นเสื้อ เดรส ผ้าปูโต๊ะ และ อื่นๆ ตามอัธยาศัย





วีดีโอสาธิตวิธีการถัก



2. สาธิตการถักดอกไม้โครเชต์
สาธิต ถักโครเชต์ ดอกไม้ ขนาด 15 x 11 cm แบบเสี้ยว 3/4 ดอก ต่อดอก ถักเป็นเสื้อ เดรส  และ อื่นๆ ตามอัธยาศัย















วีดีโอสาธิตวิธีการถัก




3. สาธิตการถักคอเสื้อ ปกเสื้อ

ถักโครเชต์ คอเสื้อ ปกเสื้อ ลายตาข่าย ช่องโซ่ คอปก เสื้อ เดรสโครเชต์














วีดีโอสาธิตวิธีการถัก





4. สาธิตการถักโครเชต์ปิดช่องว่างระหว่างดอกไม้โครเชต์ช่วงเอว



















วีดีโอสาธิตวิธีการถัก



5. สาธิตการถักเข็มขัดโครเชต์

ถักเข็มขัดคาดเอว เสื้อโครเชต์ เดรสโครเชต์ 














วีดีโอสาธิตวิธีการถัก





6. สาธิตการถักกระโปรงโครเชต์
ถักเดรสโครเชต์ช่วงที่เป็นกระโปรง ช่วงที่ 1





วีดีโอสาธิตวิธีการถัก




7. สาธิตการถักกระโปรงโครเชต์
ถักเดรสโครเชต์ช่วงที่เป็นกระโปรง ช่วงที่ 2





วีดีโอสาธิตวิธีการถัก



8. สาธิตการถักกระโปรงโครเชต์
ถักชายกระโปรง





วีดีโอสาธิตวิธีการถัก







วิธีพิมพ์เครื่องหมาย ≠ โดยใช้เครื่อง Mac ของ apple

 วิธีพิมพ์เครื่องหมาย ≠ (ไม่เท่ากับ)โดยใช้เครื่อง Mac ของ apple คือ

กดแป้น option กับ แป้นเครื่องหมาย = (เท่ากับ) พร้อมกัน


ศัตรูพืชและกรรมวิธีในการควบคุมระบบผสมผสาน


ศัตรูพืช

สารเคมีและกรรมวิธี ที่เกษตรกรใช้อยู่

สารธรรมชาติ และกรรมวิธีแทน ระบบผสมผสาน

หนอนกินใบ หนอนเจาะผล หนอนแทะเปลือก

คาร์บารลิ เมทธิล พาราไธออน ,เมทธามิโดฟอส โมโนโครโตฟอส คลอไพริฟอส ฯลฯ 

พ่นในระยะที่แมลงระบาด ป้องกันทุก 7 – 10 วัน

สารสกัดจากสะเดา ข่า ตะไคร้หอม(นีมบอนด์-เอ)(R) พ่นช่วงก่อนระบาด และสํารวจแมลง ถ้าจําเป็นอาจใช้สารไพรที อยด์สังเคราะห์ร่วมด้วยได้ เฉพาะในกรณีที่ไม่ได้ป้องกันมาก่อน และต้องการพ่นเพื่อกําจัดให้แมลงหมดไปในครั้งนั้น ๆ

เพลี้ยไก่แจ้,  เพลี้ยไฟ เพลี้ยจั๊กจั่นฝอยทําลายใบอ่อน

คาร์บารลิ ,ไดโครโตฟอส เมทธามิโดฟอส สารไพรีทอยด์ สารสัง เคราะห์ 

พ่นช่วงแตกใบอ่อน ระยะหางปลาใบคลี่

สารสกัดจากสะเดา ข่า ตะไคร้หอม(นีมบอนด์-เอ)(R) พ่นช่วงแตกใบอ่อน เมื่อเริ่มต้นในครั้งแรก ๆ อาจใช้สารไพรีทอยด์สังเคราะห์ ร่วมด้วย โดยลดอัตราของสารไพรีทอยด์สังเคราะห์ลงมาครึ่งหนึ่งและถ้าเป็นเพลี้ยไก่แจ้อย่างเดียวไม่ต้องใช้สารไพรีทอยด์ สังเคราะห์


ศัตรูพืช

สารเคมีและกรรมวิธีที่เกษตรกรใช้อยู่

สารธรรมชาติ และกรรมวิธีแทน ระบบผสมผสาน

ไรแดงทําลายใบแก่

โปรพาร์ไกท์ โฟซาโลน ไดโคโพล

สารสกัดจากสะเดา ข่า ตะไคร้หอม(นีมบอนด์-เอ)(R) พ่นเพื่อให้ผล ใบ ต้าน ป้องกันและกําจัด โดยพ่นเมื่อพบการระบาด ซึ่งอาจใช้ 1–3 ครั้ง /ฤดูกาลผลิต

มอดเจาะกิ่งลําต้น

คลอไพริฟอส ฉีดพ่นทางลําต้นช่วงการระบาดและ หลังแต่งกิ่ง(ต้องควบคุมโรครากเน่า โคนเน่าด้วย )

สารสกัดจากสะเดา ข่า ตะไคร้หอม(นีมบอนด์-เอ)(R) ที่ลําต้น กิ่ง หลังแตกกิ่ง ร่วมกับเขตกรรมป้องกันโรคโคนเน่าและเก็บส่วนของกิ่งที่ตัดแต่งแล้วไปทําลาย เพื่อทําลายตัวอ่อน– ตัวแก่ของตัวมอด

เพลี้ย แป้ง เพลี้ย หอย เพลี้ย สําลี

โมโนโครโตฟอส เมทธามิโดฟอส ,คลอไพริฟอสซูปราไซด์ ร่วมกับ ไวท์ออยล์ หรือ ปิโตรเลี่ย มออยล์ พ่นที่ผลตั้งแต่เริ่ม่ระบาด

• ใช้คาร์บาริลโรยที่ขั้วผล

• สารสะเดาอัดเม็ด หว่านบริเวณรอบโคนต้น เพื่อไล่มดไม่ให้พาเพลี้ยขึ้นต้นทุเรียน

• สารสกัดจากสะเดา ตะไคร้หอม(นีมบอนด์-เอ)(R)พ่นที่ผลช่วงการระบาด อาจใช้ร่วมกับไพรีทอยด์ สังเคราะห์เมื่อพบว่ามีการระบาดรุนแรงและต้องการ กําจัดไปให้หมดในช่วงนั้น ๆ



ศัตรูพืช

สารเคมีและกรรมวิธี ที่เกษตรกรใช้อยู่

สารธรรมชาติ และกรรมวิธีแทน ระบบผสมผสาน

โรครากเน่า โคนเน่า จากเชื้อ ( Phytoptera )

ใชฟอสฟอรัสแอซิท ฉีดอัดเข้าลำ ต้น

• ทาแผลด้วยฟอสฟอรัสแอซิคชนิดครีมสําหรับทาแผล เมตาแลกซลิ ฯลฯ

• พ่นทางใบด้วย ฟอสเอทธิล อะลูมินั่ม
• ราดดินในบริเวณทรงพุ่ม ด้วยเมตาแลกซิลเทอร์ราโซล ฯลฯ

• จัดการระบายนํ้า อย่าให้ท่วมขัง
• ฉีดเข้าต้นฟอสฟอรัสแอซิค

• ใช้ปุ๋ยชีวภาพและไตรโคเดอร์มากับปุ๋ยหมัก 

• ทาแผลด้วยฟอสฟอรัสแอซิคชนิดครีมหรือ เชื้อจุลินทรีย์

( Beschoice – 4 ) ( R )

โรคใบติด โรคใบลาย(Anthracnose) ราสีชมพู สาหร่ายสนิม

สารกลุ่ม คอปเปอร์ แมนโคเซป คาร์เบลดาซิม ฯลฯ พ่นทางใบช่วงระบาดร่วมกับการตัดแต่ง

• เชื้อจุลินทรีย์
( Bestchoice – 4 ) ( R ) พ่นทางใบในระยะระบาด 

• ใช้บาซิลลัส ซับติลิสและไตรโคเดอร์มาเพื่อลดเชื้อศัตรูพืช

• ถ้าจําเป็น อาจใช้สารเคมี ร่วมด้วยเช่น คาร์เบนดาซิม

• สารสกดัจากสะเดาทุกชนิดให้ผลในการลดความรุนแรงของโรคจะ ค่อนข้างต่ำ

• ใช้การตัดแต่งกิ่ง ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคด้วย



ศัตรูพืช

สารเคมีและกรรมวิธี ที่เกษตรกรใช้อยู่

สารธรรมชาติ และกรรมวิธีแทน ระบบผสมผสาน

โรคผลเน่า โรคใบลาย ( Anthracnose )

ใช้สารกลุ่มเดียวกับโรครากเน่า โคนเน่า พ่นที่ผลเป็นระยะ ๆ เช่น
ทุก ๆ 
7 – 10 วัน

• พ่นด้วยสารสกัดจาก สะเดา ข่า ตะไคร้หอมเป็นประจํา ถ้าจําเป็น จะใช้สารเคมีสลับกันบ้าง

วัชพืช

พาราควอท ไกลโคโฟเสท ซัลโฟเสท พ่นปีละ 2 – 3 ครั้ง

• ตัดหญ้าในระยะที่ เหมาะสม

• ใช้สารกําจัดวัชพืช ปีละไม่เกิน ครั้ง
• มีการเว้น วัชพืชไว้บ้าง

เพื่อเป็นที่อาศัยของ ตัวห้ำตัวเบียน



คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4

การปลูกซูกินี

ซูกินี ( Zucchini )



ภาพโดย マサコ アーント จาก Pixabay 


ชื่อวิทยาศาสตร์   Cucurbita pepo L.Var. 

                            Cylindica Pans

ซูกินี เป็นกลุ่มพืชตระกูลแตง มีถิ่นกําเนิดอยู่แถบเม็กซิโก เป็นพืชฤดูเดียว เจริญเป็นพุ่มหรือกึ่งเลื้อย ลําต้นมีข้อสั้น มีมือเกาะ ใบมีลักษณะเป็นเหลี่ยม 4 – 5 เหลี่ยม ผิวหยาบและมีขนอ่อนบนใบ บางสายพันธุ์มีจุดสีขาวบนใบ ผลมีลักษณะกลมยาว เก็บเกี่ยวและรับประทาน ผลอ่อน

ซูกินีต้องการสภาพอากาศอบอุ่นในการเจริญเติบโต อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18 – 30 °C ปลูกได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่ที่มีความสูงตั้งแต่ 600 เมตรขึ้นไป ต้องการดินร่วนซุย หน้าดินลึกระบายน้ําดีและมีความ อุดมสมบูรณ์สูง ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 6.0 – 6.5 พื้นที่ปลูกควรได้รับ แสงแดดอย่างเต็มที่

การเตรียมกล้า

เพาะกล้าในถาดหลุม อายุกล้า  6 – 8 วัน

การเตรียมดิน

ไถดินลึก 15 – 20 เซนติเมตร ตากดิน 7 – 10 วัน เก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 – 2 ตัน/ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15 – 15 – 15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่

การปลูก

ปลูกแถวเดี่ยว ระยะปลูกระหว่างต้น 70 – 100 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 1 เมตร

หลังย้ายปลูก ใส่ปุ๋ยสูตร 15 – 15 – 15 อัตรา 100 กิโลกรัม/ไร่ และแคลเซียมไนเตรท อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ดูแลให้น้ําอย่างสม่ำเสมอ


ภาพโดย Antonio Jose Cespedes จาก Pixabay


การเก็บเกี่ยว

เมื่ออายุประมาณ 40 – 45 วัน หลังปลูก ผลผลิตรุ่นแรกจะไม่ค่อยดี ควรตัดทิ้ง จะเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 5 – 7 วัน หลังตัดดอกหรือเมื่อกลีบดอกหลุดจากผล เก็บเกี่ยวผลอ่อนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 4 เซนติเมตร ยาว 12 – 20 เซนติเมตร ผิวเป็นมัน ห่อด้วยกระดาษแล้วบรรจุลง ตะกร้าพลาสติกหรือกล่อง

การใช้ประโยชน์

รับประทานเป็นผักสด ใช้แทนบวบหรือแตงกวาในการประกอบอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น ทําเป็นสลัด หรือยํา ใช้ผัดกับเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเล ชุบแป้งทอด นํามาดอง ยัดไส้แกงจืด


คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4



การปลูกพาร์สเลย์

พาร์สเลย์ ( Parsley )



ภาพโดย tegrafik จาก Pixabay 


ชื่อวิทยาศาสตร์  Petroselinum cripum

พาร์สเลย์ เป็นพืชอายุยาว ทรงต้นลักษณะเป็นกอ ใบจะเป็นหยัก ๆ มีก้านใบยาวประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร 

ในส่วนของก้านใบจะมีข้อ 2 – 3 ข้อ และมีก้านใบย่อยเกิดขึ้นตรงข้อและตรงก้าน ใบย่อยนี้จะมีใบย่อยแตกแขนง ออกไปอีกซึ่งถ้ามองดูเผิน ๆ จะเหมือนต้นผักชีไทย ให้ผลผลิตตลอดปีถ้ามีการจัดการดี 

พาร์สเลย์เป็นพืชที่ต้องการน้ําตลอดฤดูปลูก แต่ไม่ควรมีน้ําขังหรือมีความชื้นสูง ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ แสงแดดในช่วงเช้า ชอบสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 18 – 25 °C ความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่เหมาะสม คือ 5.5 – 6.8 

สามารถเริ่มเพาะในที่ร่มหรือกลางแจ้ง แต่มีข้อแนะนําว่าให้เพาะเมล็ด ในที่ร่มก่อนที่จะย้ายไปปลูกกลางแจ้ง โดยการเพาะเมล็ดควรให้ดินเพาะกล้ามี ความชื้นตลอดเวลา เพื่อช่วยให้เมล็ดงอก ถ้าปลูกพาร์สเลย์ใกล้กุหลาบ หน่อไม่ฝรั่ง และมะเขือเทศจะช่วยป้องกันแมลงเข้าทําลายได้

การเตรียมดิน

แบ่งออกได้เป็นสามส่วนคือ

1. การเตรียมแปลงเพาะปลูก

2. การเตรียมดินถุงเพื่อย้ายกล้าชํา 

3. การเตรียมแปลงปลูก

การเตรียมแปลงเพาะกล้า

ให้ทําการขุดพลิกดินแล้วตากแดดไว้ 7 – 15 วัน จากนั้นหว่านปูนขาวและใส่ปุ๋ยคอก (มูลไก่) ในอัตราปุ๋ยคอก 300 กรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เกลี่ยหน้าดินให้เรียบ จากนั้นจึงหว่านเมล็ดลงบนแปลง แล้วใช้ดินละเอียดกลบบาง ๆ หรือการเพาะกล้าสามารถทําได้ในกระบะเพาะ

การเตรียมดินลงถุงเพื่อย้ายกล้าชํา

ใช้ดินร่วนผสมกับมูลไก่อัตรา 2 ต่อ 1 คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วนํามา กรอกลงถุงพลาสติกขนาด 4 x 6

การเตรียมแปลงปลูก

หว่านปูนขาว แล้วขุดดินตากแดดทิ้งไว้ 7 – 15 วัน ใช้ปุ๋ยคอก อัตรา 300 กรัม/ตารางเมตร คลุกเคล้าให้ทั่วแปลง

วิธีการปลูก

การให้น้ํามีความสําคัญอย่างยิ่ง ควรให้น้ําในแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกแปลงในสัปดาห์แรก เพื่อช่วยให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น

การใสปุ๋ย

ปุ๋ยที่แนะนําให้ใช้กับพาร์สเลย์ คือปุ๋ยสูตร 46–0–0 ผสม15–15–15 ในอัตราส่วน 1:2 ปริมาณ 50 – 100 กิโลกรัมต่อไร่ 

หลังจากย้ายปลูกประมาณ 7 – 14 วัน โรยปุ๋ยเป็นร่องลึก 2 – 3 เซนติเมตร กลบดินแล้วรดนํ้าอีกประมาณ 2 สัปดาห์ให้ปุ๋ยสูตร 15–15–15 สลับกับปุ๋ยสูตร 13–13–21 ทุก ๆ 2 สัปดาห์



ภาพโดย ArtActiveArt จาก Pixabay 


การเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวครั้งแรกหลังจากปลูกแล้ว 60 – 80 วัน การเก็บจะปลิดก้านใบ โดยปลิดก้านที่อยู่ด้านนอกก่อน ในการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งจะเหลือก้านใบไว้  2 – 3 ใบต่อหนึ่งต้น 

หลังจากเก็บครั้งแรกแล้วประมาณ 15 – 20 วัน ต้นพาร์สเลย์จะแตกใบขึ้นมาใหม่ ให้ทำการเก็บครั้ง ที่ 2,3,4 ไปเรื่อย ๆ โดยจะเก็บทุก 15–20 วันใน 1 รุ่น จะเก็บเกี่ยวได้ 1–2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา

การใช้ประโยชน์

การตกแต่งจานอาหารและจานสลัด ใช้กับอาหารประเภทยํา ชุบแป้งทอดหรือรับประทานสด ๆ นอกจากนี้ยังใช้ใบพาร์สเลย์สดมาเคี้ยว ทําให้ลมหายใจสดชื่นและ ช่วยดับกลิ่นตกค้าง เช่น กระเทียม นอกจากนี้ใบพาร์สเลย์ยังมีวิตามิน และธาตุเหล็กในปริมาณพอสมควร


คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4

 



การปลูกพริกกะเหรี่ยง

พริกกะเหรี่ยง ( Phrik Kariang )



ภาพโดย Hans Linde จาก Pixabay


ชื่อทางวิทยาศาสตร์  Capsicum spp.

พริกกะเหรี่ยง เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์ Solanaceae เป็นพริกที่ชาวไทยภูเขานิยมปลูกกันมาก สามารถปลูกได้ทั่วไปบนพื้นที่สูง การผลิตไม่จําเป็นต้องใช้สารเคมีเนื่องจากศัตรูทางธรรมชาติมีน้อย นอกจากนี้ตลาดยังมีความต้องการสูง พริกกะเหรี่ยงมีลักษณะเด่น คือ มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม โรคและแมลง 

มีปริมาณผลผลิตสูงและให้ผลผลิตติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน 1 – 3 ปี มีความเผ็ดมากและมีกลิ่นหอม เป็นที่ต้องการของโรงงานแปรรูปต่าง ๆ

พันธุ์พริกกะเหรี่ยง

1. ชนิดผลเล็ก จะมีขนาดผลเรียวละยาวกว่าพริกขี้หนูเล็กน้อย เมื่อผลยังดิบอยู่จะมีสีเขียวเข้มและสุกแดงเมื่อแก่จัด

2. ชนิดผลใหญ่ ผลจะมีขนาดใหญ่กว่า เนื้อหนา ผิวหนา สีของผลเมื่อดิบมีทั้งเป็นสีเขียวอมเหลืองอ่อน เริ่มสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม แต่เมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงเข้ม สีสดเป็นมัน

การเตรียมเมล็ดและต้นกล้าก่อนปลูก

นําเมล็ดแช่น้ําทิ้งไว้ 1 คืน หรือนํามาห่อในผ้าขาวบางหมาดๆ เก็บไว้ประมาณ 2 – 3 วัน จนมีตุ่มรากสีขาวเล็ก ๆ 

นําไปเพาะในกระบะ โดยใช้วัสดุปลูก คือ ดินละเอียด : ทราย : ขี้เถ้าแกลบ อัตรา 1 : 1 : 1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนําเมล็ดพริกลงปลูกในกระบะเพาะละ 1 เมล็ด หรือทําการเพาะกล้าในแปลง โดยโรยเป็น แถวห่างกันประมาณ 3 นิ้ว กลบหน้าดินประมาณ 1 เซนติเมตร 

หลังเพาะนาน 7 – 10 วัน จะเริ่มงอก หมั่นรดน้ําให้ชุ่มอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้แห้ง จนกระทั่งต้นกล้าเจริญเติบโตมีใบประมาณ 3 – 4 คู่ หรือต้นกล้า มีอายุประมาณ 30 วัน สามารถนําไปปลูกในแปลงปลูก

การปลูก

การปลูกควรมีการรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 800 – 1,000 กิโลกรัม/ไร่ ผสมกับเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 80 – 160 กิโลกรัม/ไร่ โดยใน 1 ไร่ ใชต้นกล้าพันธุ์ จํานวน 2,500 – 3,000 ต้น /ไร่ใช้ระยะปลูก 80 x 80 เซนติเมตร

การให้น้ํา

ให้น้ำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าให้น้ำขังแปลงเพราะจะทําให้รากเน่า

การให้ปุ๋ย

ใช้ปุ๋ยหมักหืรอปุ๋ยคอก ไม่นิยมใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ เนื่องจากทําให้รสชาติของพริกกะเหรี่ยงเปลี่ยนไป

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

หลังย้ายปลูกประมาณ 60 วัน พริกกะเหรี่ยงเริ่มทยอยออกลูก และสามารถเก็บผลผลิตได้ โดยเลือกเก็บเมล็ดที่มีสีเขียวเข้มถึงแดง เพื่อรับประทานสด เก็บเมล็ดที่มีสีแดงสดเพื่อใช้ในการแปรรูป

คุณค่าทางโภชนาการ

พริกประกอบด้วย วิตามินเอ กรดแอสคอร์บิค ฟอสฟอรัสโปแตสเซี่ยม และแคลเซี่ยมสูง สารที่ทำให้เกิดรสชาติและความเผ็ดของพริกคือ capsaicin ซึ่งมีปริมาณสูงในเมล็ด ช่วยเพื่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มอัตราการหายใจ เพิ่มน้ําลาย แก้ปวดฟัน

การปล่อยให้ผลสุกบนต้น จะช่วยเพิ่มวิตามิน เอ และวิตามินซี พริก ป่นสีอดงปริมาณ 1ช้อนชาให้วิตามินเอ 26% พริกสีแดงมีวิตามินซีสูงกว่าสีเขียว 10 เท่า

การใช้ประโยชน์

1. รับประทานสด ใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติ

2. ตลาดแปรรูป ในอุตสาหกรรมอาหารไม่ว่าจะเป็นซอส พริกเผา น้ำจิ้มต่าง ๆ 

3. การถนอมอาหาร เช่น การตากแห้ง หรือทําพริก


คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4

การปลูกพริกหวาน

พริกหวาน ( Sweet peper )



ภาพโดย Thomas Breher จาก Pixabay


ชื่อวิทยาศาสตร์  Capsicum annum

การปลูกพริกหวานในโรงเรือนโดยระบบ Sub Strate Culture เป็นการปลูกที่ไม่ใช้ดินเป็นวัสดุปลูก การปลูกและการดูแลรักษาจะแตกต่างจากการปลูกในดินหรือในที่โล่งแจ้ง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลง อีกทั้งยังสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมต่างๆได้ ภายในโรงเรือน

พริกหวาน ต้องการสภาพอากาศอบอุ่น ความชื้นในอากาศต่ำ อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 21 – 26゚C ถ้าอุณหภูมิกลางวันสูงกว่า 32゚C จะทําให้ ดอกร่วง การปลูกในอุณหภูมิ 10 – 15゚C จะจํากัดการเจริญเติบโตและการเจริญของตาดอก ในสภาพที่มีอุณหภูมิสูงและความชื้นในอากาศต่ำ จะทําให้อัตราการคายน้ําของพืชสูง เป็นผลให้พืชขาดน้ํา พืชจะชะงักการเจริญหรือเป็นสาเหตุให้ ใบ ดอก และผลร่วง ในสภาพอุณหภูมิ 10 – 21゚C ผลจะนิ่มและเหี่ยวเร็ว

การเลือกสายพันธุ์

สายพันธุ์พริกหวานที่ปลูกได้ดีในโรงเรือนโดยระบบ Sub Strate เป็นสายพันธุ์ทอดยอดหรือขึ้นค้าง ( Indeterminate type ) ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ ลูกผสมจากประเทศเนเธอร์แลนด์

วัสดุอุปกรณ์ที่จําเป็นในการปลูกพืชโดยระบบ Sub Strate

1. โรงเรือน เป็นสิ่งจําเป็นในการผลิตพืชในระบบนี้ เพื่อที่สามารถ ควบคุมสภาพแวดล้อมที่เกิดตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะ ลม ฝน และการรบกวนจากโรคและแมลงศัตรูพืช

2. ระบบการให้น้ําและปุ๋ย

• ปั๊มน้ํา เป็นอุปกรณ์สําคัญในการให้น้ําโดยระบบน้ําหยด เพื่อเพิ่มแรงดันน้ําและทนการกัดกร่อนของเกลือหรือกรด 

• หัวน้ําหยด แบบเสียบ

• ถังผสมปุ๋ย

• เครื่องกรองน้ํา

• เกจวัดแรงดันน้ํา

• เครื่องมือวัด EC meter และ pH meter เป็นอุปกรณ์สำคัญในการทําระบบน้ํา

3. วัสดุอุปกรณ์ในการปลูก

• วัสดุปลูก เช่น กาบมะพร้าว , มีเดีย , ขุยมะพร้าว หรือ ใยมะพร้าว 

• เชือกฝ้ายพยุงลําต้น หรือ ลวด

• ถุงพลาสติกขนาด 12 นิ้ว และ 3 x 6 นิ้ว

4. ธาตุอาหารพืช นับเป็นหัวใจของการปลูกพืช ปัจจุบันมีการคิดค้น สูตรอาหารสําหรับปลูกพืชมากมาย แต่การเลือกใช้สูตรขึ้นอยู่กับชนิดพืช ฤดูปลูก สถานที่ปลูก

5. พันธุ์พืชที่ปลูก ควรเป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการและมีผลผลิตสูง 

6. น้ํา ควรเป็นน้ําสะอาด ปริมาณและคุณภาพต้องดี

7. กรดไนตริก ใช้ปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่างของนํ้า สําหรับน้ำที่มีค่าเป็นด่างสูง

การเพาะกล้าพริกหวาน

เพาะเมล็ดในถาดเพาะ ใช้วัสดุเพาะสําเร็จหรือมีเดีย เมื่อต้นกล้าพริกหวานงอกได้ 1 อาทิตย์ ทําการย้ายกล้าลงปลูกในถุงขนาด 3 x 6 นิ้ว โดยใช้วัสดุปลูก คือ ขุยมะพร้าว 2 ส่วน มีเดีย 1 ส่วนผสมรวมกัน แล้วย้ายกล้าลงปลูก 2 ต้น ต่อ 1 ถุง เมื่อปลูกเสร็จรดน้ําเปล่า 2 วัน วันที่ 3 รดนํ้าผสมปุ๋ย โดยค่าความเค็มของปุ๋ย คือ EC 1.5 pH 5.5 ถึง EC 1.8 หลังจากรดปุ๋ยได้ 1 อาทิตย์ ควรงด น้ํา2 วัน เพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรงก่อนนําไปปลูกลงถุงใหญ่ต่อไป

การปลูก

ใช้ถุงขาวนมไม่มีรูขนาด 1 นิ้ว ใส่กาบมะพร้าวสับให้เต็ม ระหว่างใส่ กาบมะพร้าวสับอย่าให้ถุงมีรอยรั่ว เพราะจะทําให้น้ําซึมออก 

จากนั้นนํามาเรียงให้เป็นแถวในโรงเรือน ระยะห่างระหว่างแถว 1 เมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร 

นําหัวน้ําหยดเสียบลงถุงก่อนปลูก 2 วัน ปล่อยน้ําพร้อมปุ๋ย EC 1.9 มาตามสายน้ําหยด ลงในถุงที่เตรียมไว้ ให้น้ำแช่กาบมะพร้าวประมาณ 3⁄4 ของถุง ทิ้งไว้ 2 คืน 

ก่อนปลูกพริกหวานใช้ไม้เจาะข้างถุงให้ห่างจากพื้นขึ้นมา 2 นิ้ว ไม่ควรให้สูงเกิน 2 นิ้ว และไม่ต่ำกว่า 2 นิ้ว เพราะถ้าเจาะถุงสูงเกินไปต้นพริกได้รับน้ําปุ๋ยมากเกินไป ทําให้ลําต้นอวบเปราะ ไม่แข็งแรง แต่ถ้าเจาะต่ำเกินไป ต้นพริกจะขาดปุ๋ยในช่วงติดดอกออกผลและจะทําให้สูญเสียปุ๋ย 

สําหรับมะเขือเทศ ให้เจาะรูประมาณ 3 นิ้ว เนื่องจากมะเขือเทศต้องการน้ํามากกว่าพริกหวาน ถ้าขาดน้ําจะแสดงอาการเหี่ยวให้เห็นทันที

การเตรียมปุ๋ย

การเตรียมสารละลายธาตุอาหารแบบเข้มข้น ผู้เตรียมจะต้องจัดหาและเตรียมแม่ปุ๋ยเคมีพร้อมทั้งวัสดุอุปกรณ์เพื่อใช้ผสม ในการผสมจะแบ่ง ปุ๋ยที่จะผสมออกเป็น 2 ถัง คือ ถัง A และ ถัง B แต่ละถังจะประกอบด้วย

                    ถัง                                                                   ถัง B

แม่ปุ๋ยเคมีที่ผสมในถังนี้คือ 

• แคลเซียมไนเตรท

( 15.5 – 0 – 0 )
• โพแทสเซียมไนเตรท

( 13 – 0 – 46 ) 

• เหล็กดีเล็ต


แม่ปุ๋ยเคมีที่ผสมในถังนี้คือ

• โพแทสเซียมไนเตรท 

• แมกนีเซียมซัลเฟต

• โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต 

• โบรอน
• ซิงค์ซัลเฟต
• คอปเปอร์ซัลเฟต

• โตเดียมโมลิปเดต 

• แมงกานีสซัลเฟต


การให้ปุ๋ยแต่ละครั้งจะใช้แม่ปุ๋ยที่เตรียมไว้ใน ถัง A และ ถัง B อัตราส่วน 1 : 1 ใส่ลงในถังผสมขนาด 1,000 ลิตร 

จากนั้น ใช้เครื่องวัด EC วัดค่าความเป็นกรด เป็นด่าง ให้ได้ค่าเท่ากับ 5.5 ถ้าค่าความเป็นกรด เป็นด่างสูงเกินไปให้ใช้กรดไนตริกปรับ

การให้ปุ๋ย ให้น้ํา แต่ละครั้งขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่ต้องให้ไม่ต่ำกว่าวันละ 3 ครั้ง เช่น อากาศครึ้มฝน ให้ปุ๋ยเช้าและบ่าย แต่ถ้าแดดออก อากาศค่อนข้างร้อนให้ปุ๋ยวันละ 4 – 5 ครั้ง

การใช้เชือกพยุงลําต้น

เนื่องจากพริกหวานที่ปลูกเป็นพันธุ์ที่มีลําต้นเลื้อยสูง จึงมีการใช้เชือกพยุงลําต้นให้ตั้งตรง การผูกจะใช้วิธีผูกติดกับลวดที่ขึงบนหลังคา ดึงลําต้นให้ตั้งตรงแล้วคอยพันเชือกขึ้นตามความสูงของต้นเพื่อป้องกันต้นล้ม เชือกที่นิยมใช้ได้แก่เชือกฝ้ายสีขาว

การตัดแต่งกิ่งและการปลิดผล

การปลูกพริกในระบบนี้จะไว้จํานวนกิ่งต่อต้น 2 กิ่ง ในหนึ่งถุงจะมี 2 ต้น 4 กิ่ง การไว้ต้นละ 2 กิ่ง จะทําให้ได้ปริมาณผลผลิตมากข้ึน การปลิดผลจะปลิดผลที่มีรูปทรง บิดเบี้ยว มีแมลงกัดกินและมีปริมาณผลเบียดเสียดกันมากเกินไปออก การไว้จำนวนผลมาก จะทําให้ได้คุณภาพของผลผลิตต่ำ มีขนาดเล็ก และ แย่งอาหารกัน



ภาพโดย Stefan Schweihofer จาก Pixabay


การเก็บเกี่ยว

พริกหวานพันธุ์สีเขียวสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 65 – 70 วัน หลังจากย้ายกล้าปลูก ผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 – 5 เซนติเมตร และมีสีเข้ม สังเกตผลมีผิวเรียบและแข็ง 

สําหรับพันธุ์สีแดงและสีเหลืองเก็บเกี่ยวเมื่อผลเริ่มมีสีได้มากกว่า 70 – 80 % โดยใช้กรรไกรตัดแล้วคัดเกรดห่อด้วยกระดาษบรรจุลงตะกร้าพลาสติก ไม่ควรบรรจุแน่นเกินไป ทําให่ผลช้ำเสียหายขณะขนส่งได้

คุณค่าทางโภชนาการ

พริกหวานมีคุณค่าทางวิตามินเอ บี 1 บี 2 และซี มีสารแคบไซซิน ช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือด โรคต้อกระจก

การใช้ประโยชน์

พริกหวานมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยม เนื้อหนา มีหลายสีทั้ง เขียว แดง เหลือง สมและสีช็อกโกเลต มีรสชาติหวาน ไม่เผ็ด สามารถรับประทานสดในสลัด ชุบแป้งทอด สอดไส้กับเนื้อสัตว์บดแล้วอบ หรือนํามาผัดกับชนิดต่างๆ ให้สีสันน่ารับประทาน


คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4