กระโปรงยาว

เคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกใส่ กระโปรงยาว

1) ห้ามใส่กระโปรงยาวที่มีสีเดียวกะสีเสื้อเด็ดขาด เพราะคุณจะดูป้ามาก ๆ

2) หากคุณมีรูปร่างค่อนข้างอวบอ้วน ห้ามใส่กระโปรงยาวกรอมเท้า เพราะคุณจะเหมือนถังเดินได้ดีๆ นั่นเอง

3) สาวสะโพกใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการใส่กระโปรงยาวลายจุด เพราะมันจะยิ่งเสริมให้สะโพกคุณดูใหญ่ขึ้นอีก

4) ห้ามใส่กระโปรงยาวกับรองเท้าส้นตึก เพราะมันดูไม่เข้ากันเลยสักนิด คุณควรใส่รองเท้าเปลือยเท้าเก๋ ๆ จะดูเข้ากันดี ที่สำคัญ อย่าลืมรักษาความสะอาดของเล็บเท้ากันด้วยล่ะ

5) ควรใส่กระโปรงยาวกับเสื้อเข้ารูป อาจเป็นเสื้อกล้ามหรือเสื้อมีแขนเก๋ ๆ เพราะหากว่าคุณใส่เสื้อตัวใหญ่กับกระโปรงยาว แล้วโดนเรียกว่า "ยาย" ไม่รู้ด้วยนะ

ทำไมต้องจ้าง สถาปนิกและวิศวกร

ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ทำไมต้องเสียเงินจ้างสถาปนิกและวิศวกร?


ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินก็เพราะว่าทั้ง 2 ต้องเซ็นชื่อลงในแบบก่อสร้างเพื่อยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างกับทางสำนักงานเขตครับ แต่ถ้าจะตอบด้วยเหตุและผลก็อาจจะยาวหน่อย เพราะเมื่อท่านยินดีว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกร โดยยอมจ่ายเงินประมาณ 7.5 % จากราคาค่าก่อสร้าง เงินนี้จะมีผลผูกพันให้ สถาปนิกจะต้องทำหน้าที่ต่อไปนี้ให้กับท่านคือ

1. ให้คำปรึกษาเกือบทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง อย่างเช่น จะออกแบบบ้านอย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานของเจ้าของบ้าน จะหาผู้รับเหมาได้จากที่ไหน หรือแม้กระทั่งจะกู้เงินกับธนาคารอย่างไร

2. ทำหน้าที่คอยประสานงานกับวิศวกรโครงสร้าง หากโครงการมีขนาดใหญ่อาจต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมคอยประสานงานเพิ่มเติมกับ วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรสุขาภิบาล วิศวกรเครื่องกล มัณฑนากร หรือภูมิสถาปนิก ตามความซับซ้อนของงาน

3. ออกแบบเบื้องต้น และพัฒนาแบบดีไซน์ ในขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สถาปนิกจะต้องใช้ความคิดและประสบการณ์การทำงานส่วนตัวทั้งหมดที่มี วิเคราะห์สภาพแวดล้อม ศึกษาข้อกำหนดของกฎหมายที่มีผลกับที่ดินและลักษณะของอาคาร กำหนดแนวความคิดในการออกแบบ วางผังอาคาร เพื่อตอบโจทย์หรือความต้องการทั้งหมดของเจ้าของบ้าน จากนั้นก็พัฒนาแบบจนเจ้าของบ้านพอใจหรือตามแต่ที่จะตกลงกันไว้

4. ทำแบบก่อสร้าง เพื่อนำไปใช้ในการสร้าง ซึ่งแบบก่อสร้างนี้มักจะประกอบไปด้วย ผังพื้น ผังหลังคา รูปตัด รูปด้าน และแบบขยายรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ช่างก่อสร้างทราบถึงรายละเอียดของ ตำแหน่ง ขนาด และวัสดุที่จะใช้งานและก่อสร้าง โดยแบบดังกล่าวจะต้องนำไปยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้างกับทางสำนักงานเขต เพื่อเป็นหลักฐานแสดงสิทธิในการก่อสร้าง

5. ทำการประมูลและเจรจาต่อรอง สถาปนิกอาจทำการประเมินราคาค่าก่อสร้างอาคารจากแบบก่อสร้าง และช่วยเจ้าของบ้านหาผู้รับเหมาที่จะมาทำหน้าที่รับงานก่อสร้าง โดยผ่านวิธีการประมูลราคาจากผู้รับเหมาหลายๆ รายเพื่อเปรียบเทียบ และเจรจาต่อรองก่อนตัดสินใจ

6. บริหารงานก่อสร้าง สถาปนิกผู้ออกแบบจะต้องหมั่นเข้าไปดูแลงานก่อสร้างว่าถูกต้องและเป็นไปตามแบบก่อสร้างที่ออกแบบหรือเมื่อมีปัญหาที่เกี่ยวกับแบบก่อสร้าง และทำหน้าที่คอยประสานงานกับเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมา และวิศวกร เพื่อให้การก่อสร้างดำเนินการจนแล้วเสร็จ

7. ให้คำปรึกษาในการซ่อมบำรุง หลังจากที่บ้านสร้างเสร็จแล้วสถาปนิกมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษาและดูแลแก้ไขปัญหาที่เป็นผลเกิดขึ้นจากการออกแบบของสถาปนิก ถึงแม้ว่าผู้รับเหมาโดยส่วนใหญ่จะรับประกันงานก่อสร้างเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี แต่หลังจากนั้น เมื่อมีปัญหาเจ้าของบ้านก็สามารถติดต่อขอคำปรึกษาจากสถาปนิกผู้ออกแบบได้เช่นกันครับ

นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายจำนวนดังกล่าวยังจะครอบคลุมไปถึงวิศวกรผู้ที่จะทำงานร่วมกับสถาปนิกที่ท่านว่าจ้าง โดยหน้าที่ของวิศวกรจะเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงตั้งแต่สถาปนิกเริ่มกระบวนการในการออกแบบเบื้องต้น โดยมีหน้ารับผิดชอบดังต่อไปนี้

1. ให้คำปรึกษาแก่สถาปนิก ในเรื่องของโครงสร้างบ้าน ทั้งในมุมของโครงสร้างที่เหมาะสมกับการออกแบบ ความเหมาะสมของโครงสร้างกับราคาค่าก่อสร้าง เพื่อให้สถาปนิกนำไปใช้ประกอบในการพัฒนาแบบบ้านหรืออาคาร

2. ออกแบบโครงสร้าง วิศวกรจะต้องพยายามออกแบบโครงสร้างให้รองรับแบบที่สถาปนิกพัฒนาขึ้น

3. ทำรายการคำนวณโครงสร้าง เพื่อใช้ประกอบการยื่นแบบเพื่อขอใบอนุญาตก่อสร้าง

4. วิศวกรจะต้องหมั่นเข้าไปดูแลงานโครงสร้างที่ตนเองเป็นผู้ออกแบบ ให้เป็นไปตามแบบที่คำนวณไว้หรือเมื่อมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างเกิดขึ้น

5. ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากโครงสร้าง วิศวกรมีหน้าที่ต้องคอยให้คำปรึกษาแก่สถาปนิกเมื่อโครงสร้างของบ้านมีปัญหาเกิดขึ้นในภายหลังจากที่การก่อสร้างเสร็จสิ้นเรียบร้อยเช่นเดียวกันกับสถาปนิก

หากไม่นับภาระในข้อสุดท้ายของทั้งสถาปนิกและวิศวกร เงินจำนวน 7.5% ของราคาค่าก่อสร้างที่ใช้ว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกร หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาในการทำงานประมาณ 1 ปี แต่เมื่อนับรวมภาระหน้าที่รับผิดชอบในข้อสุดท้าย เงินจำนวนดังกล่าวถือว่าไม่เยอะเลยครับ สำหรับบ้านของท่านหลังหนึ่งซึ่งอาจมีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป รู้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมท่านจึงควรจ้างสถาปนิกและวิศวกร

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารบ้านและสวน

เพนท์เล็บสวยๆ ชุดที่ 1


เพนท์เล็บเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ทำให้เล็บมีลวดลายสวยงาม โดยการใช้ยาทาสีเล็บ สีอครีลิก สีเพนท์เล็บหรือสีอื่นๆ ที่ปลอดภัยต่อร่างกาย

1.) การเพนท์เล็บสามารถทำได้โดยเริ่มจากตกแต่ง ตัด ตะไบ  ทำความสะอาดเล็บก่อน ซึ่งอาจจทำความสะอาดโดยใช้สำลีชุบน้ำยาล้างเล็บเช็ดเล็บให้สะอาดก็ได้ น้ำยาล้างเล็บที่ปลอดภัยไม่เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งคือน้ำยาล้างเล็บที่ปราศจากอะซีโตน ซึ่งภาษาอังกฤษอาจจะเขียนว่า no acetone หรือ acetone free ก็ได้
2.) หลังจากทำความสะอาดเล็บแล้วก็ทารองพื้น (base coat)ให้เล็บก่อน
3.) รอสักพักให้แห้งแล้วก็เพนท์เล็บลวดลาย สีสัน ที่ต้องการ
4.) รอให้สีที่เพนท์เล็บแห้งแล้วก็ทาน้ำยาเคลือบเล็บ ( top coat)ทับลงไปให้ติดทนนาน
5.) รอให้แห้งสนิทก่อนที่จะใช้มือที่เพนท์เล็บสวยๆ หยิบจับสิ่งของหรือทำงานเพื่อที่จะได้ไม่ทำให้เล็บที่ยังไม่แห้งเกิดรอยถลอก ต้องล้างออก เพนท์ใหม่อีก เสียเวลาเปล่า
6.) ถ้าต้องไปงาน สมัครงาน สัมภาษณ์งาน ติดต่อราชการหรือธุรกิจใดๆที่คิดว่าลายเพนท์เล็บสวยๆ ที่มีอยู่ไม่เหมาะสม เอาออกก่อนดีกว่า ก็ใช้น้ำยาล้างเล็บแบบปราศจากอะซีโตนล้างออก

ขอให้สนุกและมีความสุขกับการเพนท์เล็บตามสไตล์ของตัวเอง

Nails art gallery # 1

เพนท์เล็บโดยทำ ทิปสีม่วง ดอกไม้สีส้ม

เพนท์เล็บโดยทำเสี้ยวเล็บสีชมพูหวานกับดอกไม้สีขาว

เพนท์เล็บสีแดงสามชั้นสวยๆ

เพนท์เล็บโดยทำทิปสีเหลือง ดอกไม้สีม่วง

เพนท์เล็บสีน้ำเงิน ฟ้า ประกายเพชร