ในประเทศเมืองหนาว พอย่างเข้าสู่ฤดูร้อนจะมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง หรือที่เรียกว่า Daylight Saving Time หรือ Summer Time และพอเข้าสู่ฤดูหนาวก็จะมีการปรับกลับมาเหมือนเดิมโดยจุดประสงค์หลัก Daylight Saving Time คือการใช้ประโยชน์จากแสงของดวงอาทิตย์ให้มากที่สุด
การปรับเวลายังช่วยประหยัดพลังงานจากการลดการใช้ไฟฟ้าในการให้แสงสว่างและอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เพราะถ้าร่นเวลาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง คนก็จะตื่นเร็วขึ้นมีเวลาทำอะไรระหว่างที่มีแสงสว่างอยู่มากขึ้น
เบนจามิน แฟรงกลิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเป็นคนแรกที่เกิดความคิดเรื่องการปรับเวลานี้ขึ้นมา โดยเขียนไปเสนอแนวคิดนี้กับบรรณาธิการของวารสาร The Journal of Paris ในปี 1784 แต่ไอเดียของเขากลับถูกมองว่าน่าขัน
แนวคิดนี้ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น เมื่อวิลเลียม วิลเล็ตต์ สถาปนิกชาวอังกฤษนำเสนอแนวทางดังกล่าวในหนังสือเรื่อง Waste of Daylight ในปี 1907 เนื่องจากเขาพบว่าหน้าร้อนพระอาทิตย์ขึ้นเร็ว แต่ก็มีคนน้อยมากที่ตื่นมารับแสงอรุณ ทำให้เกิดความรู้สึกเสียดายแสงแดดขึ้นมา
วิลเล็ตต์ต่อสู้เป็นเวลาหลายปีเพื่อจะให้มีการปรับเวลาในอังกฤษ แต่เขาก็ตายก่อนที่ความคิดเขาจะถูกนำไปปฏิบัติ
การปรับเวลาถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกโดยรัฐบาลเยอรมนีในปี 1916 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามติดมาด้วยอังกฤษ (1916) และสหรัฐอเมริกา (1918) แสงของช่วงกลางวันถูกใช้แทนแสงจากดวงไฟและช่วยประหยัดเชื้อเพลิงซึ่งมีค่ายิ่งในช่วงสงคราม
หลังสงครามสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการปรับเวลา แต่พอถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศที่เข้าร่วมสงครามต่างก็หันมาใช้ DST โดยทันทีเพื่อประหยัดพลังงานไว้ใช้ในยามสงคราม สหรัฐฯ เองก็ออกกฎหมายให้ปรับเวลาทั้งปีหลังการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เพียง 40 วัน และหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในการปรับเวลาอีกหลายครั้ง
ตอนนี้ช่วงเวลาของการใช้ Daylight Saving Time ในสหรัฐฯ กินเวลาทั้งสิ้นเกือบ 7 เดือน คือเริ่มตั้งแต่ 2 นาฬิกาของวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน จนกระทั่งถึง 2 นาฬิกาของวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม โดยการปรับเวลาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละเขตเวลา (time zone)
ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าดินแดนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรส่วนใหญ่ไม่ค่อยวุ่นวายเรื่องปรับเวลากัน เพราะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก หรือความยาวของช่วงกลางวันเท่าใดนัก อย่างบางส่วนของสหรัฐฯ เช่น รัฐแอริโซนา ฮาวาย เขตเวลาทางตะวันออกของอินเดียนา และบริเวณเกาะที่เป็นของสหรัฐฯ อย่าง เปอร์โตริโก ยูเอสเวอร์จินไอส์แลนด์ อเมริกันซามัว และกวม ที่เลือกใช้เวลามาตรฐานตลอดทั้งปีโดยไม่มีการปรับเวลา
แต่มีบ้างเหมือนกันที่เลือกปรับเวลาเพื่อประหยัดพลังงาน หรือด้วยเหตุผลอื่น เช่น เม็กซิโกซึ่งเป็นประเทศเขตร้อน แต่ขอใช้ DST ทั่วประเทศกับเขาด้วย เนื่องจากว่ามีความผูกพันทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ มาก เลยขอปรับเวลาตาม ยกเว้นรัฐเดียวคือรัฐโซโนราซึ่งมีพรมแดนติดกันรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ ที่ขอไม่ปรับเวลาตามแบบแอริโซนา
ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 70 ประเทศที่มีการปรับเวลา อย่างประเทศในสหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มปรับเวลาในเวลา 1 นาฬิกาของวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคม และปรับคืนในเวลา 1 นาฬิกาของวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคมโดยไม่มีการแบ่งเขตเวลา
สำหรับแดนหมีขาว ช่วงฤดูร้อนชาวรัสเซียจะหมุนเวลาให้เร็วขึ้นกว่าเวลาปกติ 2 ชั่วโมง และในช่วงฤดูหนาว เวลาของเขตเวลาทั้ง 11 เขตของรัสเซียจะยังคงเร็วกว่าเวลาปกติอยู่ 1 ชั่วโมง
ด้านประเทศในซีกโลกใต้ที่ฤดูร้อนจะมาเยือนในเดือนธันวาคมนั้น จะใช้ Daylight Saving Time ในเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม
ส่วนกำหนดการที่จะให้คนปรับนาฬิกาของตัวเองนั้น มักจะกำหนดไว้เป็นช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าต้องการหลีกเลี่ยงความสับสนอลหม่านที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ กับคนขี้ลืม ซึ่งจะทำให้ชีวิตวุ่นวายมากถ้าปรับเวลาในวันธรรมดา
รู้เหตุผลอย่างนี้แล้วก็คงไม่แปลกใจกันเท่าไหร่ ที่ประเทศอียิปต์จะเลือกปรับเวลาตอนเที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือนเมษายน เพราะว่าที่ประเทศของเขานั้นคนส่วนใหญ่หยุดทำงานและหยุดเรียนในวันศุกร์
จาก http://www.manager.co.th/around/ViewNews.aspx?NewsID=9480000107655
Exact timing for the next several years
European Summer Time begins (clocks go forward) at 01:00 GMT on
28 March 2010
27 March 2011
25 March 2012
31 March 2013
Formula used to calculate the beginning of European Summer Time:
Sunday (31 − (5 * y ÷ 4 + 4) mod 7) March at 01:00 GMT
(valid until 2099[4]), where y is the year, and for the nonnegative a, a mod b is the remainder of division after truncating both operands to an integer.
European Summer Time ends (clocks go backward) at 01:00 GMT on
31 October 2010
30 October 2011
28 October 2012
27 October 2013
Formula used to calculate the end of European Summer Time:
Sunday (31 − (5 * y ÷ 4 + 1) mod 7) October at 01:00 GMT
(validity as above).
From http://en.wikipedia.org/wiki/European_Summer_Time
ใครว่าฝรั่งโป๊ เปลือยได้ง่ายๆ
เมืองในอิตาลีห้ามสาวๆนุ่งสั้นโทษปรับถึง2หมื่น!!
บีบีซี/เมล์ออนไลน์ - เมืองชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของอิตาลี มีแผนห้ามผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้น ส่วนชายก็ห้ามสวมกางเกงยีนส์เอวต่ำ เพื่อปรับปรุงมาตรฐานของสังคมและปราบปรามพวกมีพฤติกรรมแย่ๆ
คาสเตลแลมแมร์ ดิ สตาเปีย เมืองซึ่งตั้งอยู่ใกล้อ่าวเนเปิลส์ ชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มีประชากรราว 65,000 คนและเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ขณะที่ ลุยจิ บอบบิโอ นายกเทศมนตรีบอกว่ากฎระเบียบใหม่นี้จะช่วยฟื้นฟูพฤติกรรมแก่คนเมือง
เมื่อเร็วๆนี้นายกรัฐมตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ได้มอบอำนาจใหม่แก่นายกเทศมนตรีทั่วประเทศ ในความพยายามต่อสู่กับอาชญากรรมและพฤติกรรมต่อสร้างสังคม ขณะที่นโยบายของ บอบบิโอ ซึ่งเรียกว่า "nothing too revealing" กำหนดโทษปรับผู้ฝ่าฝืนตั้งแต่ 30 ยูโร(ราว 1,264 บาท) ไปจนถึง 500 ยูโรราว21,000 บาท)เลยทีเดียว
นอกจากนี้ในกฏยังมีการห้ามผู้ชายใส่กางเกงยีนส์เอวต่ำหรือการเล่นฟุตบอลในสวนสาธารณะอีกด้วย
นายกเทศมนตรีในหลายเมืองทั่วประเทศ ได้เริ่มใช้มาตรการต่างๆจำกัดพฤติกรรมต่อต้านสังคมแล้ว อาทิห้ามจูบกันในรถยนต์ ให้อาหารแมวจรจัด สวมรองเท้าไม้และใช้เครื่องตัดหญ้าช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่เมืองคาสเตลแลมแมร์ ดิ สตาเปีย กำลังพิจารณาห้ามอาบแดดด้วย แม้ว่าดินแดนแห่งนี้จะเป็นสถานที่ตากอากาศตามชายหาดก็ตาม
อนึ่งมาตรการต่างๆที่เสนอโดย บอบบิโอ จะถูกนำเข้าหารือ ณ ที่ประชุมคณะกรรมธิการในช่วงบ่ายวันจันทร์(25 ต.ค. 2553) ตามเวลาท้องถิ่น และหากไม่มีอะไรผิดพลาดมันจะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ค่ำคืนของวันเดียวกัน
ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000150515&CommentReferID=17341622&CommentReferNo=16&
บีบีซี/เมล์ออนไลน์ - เมืองชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของอิตาลี มีแผนห้ามผู้หญิงนุ่งกระโปรงสั้น ส่วนชายก็ห้ามสวมกางเกงยีนส์เอวต่ำ เพื่อปรับปรุงมาตรฐานของสังคมและปราบปรามพวกมีพฤติกรรมแย่ๆ
คาสเตลแลมแมร์ ดิ สตาเปีย เมืองซึ่งตั้งอยู่ใกล้อ่าวเนเปิลส์ ชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มีประชากรราว 65,000 คนและเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ขณะที่ ลุยจิ บอบบิโอ นายกเทศมนตรีบอกว่ากฎระเบียบใหม่นี้จะช่วยฟื้นฟูพฤติกรรมแก่คนเมือง
เมื่อเร็วๆนี้นายกรัฐมตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ได้มอบอำนาจใหม่แก่นายกเทศมนตรีทั่วประเทศ ในความพยายามต่อสู่กับอาชญากรรมและพฤติกรรมต่อสร้างสังคม ขณะที่นโยบายของ บอบบิโอ ซึ่งเรียกว่า "nothing too revealing" กำหนดโทษปรับผู้ฝ่าฝืนตั้งแต่ 30 ยูโร(ราว 1,264 บาท) ไปจนถึง 500 ยูโรราว21,000 บาท)เลยทีเดียว
นอกจากนี้ในกฏยังมีการห้ามผู้ชายใส่กางเกงยีนส์เอวต่ำหรือการเล่นฟุตบอลในสวนสาธารณะอีกด้วย
นายกเทศมนตรีในหลายเมืองทั่วประเทศ ได้เริ่มใช้มาตรการต่างๆจำกัดพฤติกรรมต่อต้านสังคมแล้ว อาทิห้ามจูบกันในรถยนต์ ให้อาหารแมวจรจัด สวมรองเท้าไม้และใช้เครื่องตัดหญ้าช่วงสุดสัปดาห์ ขณะที่เมืองคาสเตลแลมแมร์ ดิ สตาเปีย กำลังพิจารณาห้ามอาบแดดด้วย แม้ว่าดินแดนแห่งนี้จะเป็นสถานที่ตากอากาศตามชายหาดก็ตาม
อนึ่งมาตรการต่างๆที่เสนอโดย บอบบิโอ จะถูกนำเข้าหารือ ณ ที่ประชุมคณะกรรมธิการในช่วงบ่ายวันจันทร์(25 ต.ค. 2553) ตามเวลาท้องถิ่น และหากไม่มีอะไรผิดพลาดมันจะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ค่ำคืนของวันเดียวกัน
ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000150515&CommentReferID=17341622&CommentReferNo=16&
วันสหประชาชาติ วันที่ 24 ต.ค.
วันสหประชาชาติ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ผู้คนทั่วโลกทราบถึงเป้าหมาย จุดประสงค์และการบรรลุผลของสหประชาชาติ โดยกำหนดวันที่กฎบัตรสหประชาชาติ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 เป็นวันกำเนิดขององค์การสหประชาชาติ และในวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ได้มีมติของสหประชาชาติที่ 2782 (XXVI) สนับสนุนให้วันสหประชาชาติเป็นวันหยุดประจำชาติในประเทศสมาชิกทุกๆ ประเทศ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)