การปลูกแรดิช

 แรดิช ( Radish )



ภาพโดย Steve Buissinne จาก Pixabay


ชื่อวิทยาศาสตร์  Raphanus sativus ,L.var.radicula.

แรดิช เป็นพืชตระกูลกะหล่ำ เจริญเติบโตเร็ว อายุการเก็บเกี่ยวสั้น ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี เป็นพืชสองฤดูแต่ปลูกเป็นพืชฤดูเดียว ส่วนที่นํามาบริโภคคือส่วนของรากสะสมอาหาร มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 – 5 เซนติเมตร

แรดิชอยู่ในกลุ่มพืชเขตหนาว อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15 – 20゚C หากอุณหภูมิสูงเกินไปจะมีการเจริญเติบโตทางใบมาก หัวมีขนาดเล็ก รูปทรงผิดปกติ เนื้อฟ่าม แข็ง และมีกลิ่นฉุน ดินปลูกต้องร่วนซุย หน้าดินลึก ระบายน้ําดี และมีอินทรีย์วัตถุสูง

การเตรียมดิน

โรยปูนขาวละเอียด อัตรา 100 กรัม/ตารางเมตร ขุดตากดินไว้ประมาณ 14 วัน แล้วเก็บวัชพืชทิ้ง ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยสูตร 12 – 24 – 12 อัตรา 30 กรัม/ตารางเมตร ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร และโบแรกซ์ อัตรา 1 กรัม/ตารางเมตร คลุกเคล้าให้เข้ากัน

การปลูก

แช่เมล็ดในน้ําอุ่นอุณหภูมิ 50゚C เป็นเวลา 25 – 30 นาที เพื่อกำจัดโรคที่ติดมากับเปลือกหุ้มเมล็ด นําออกมาผึ่งให้เปลือกแห้ง แล้วหยอดเมล็ด โดยทําร่องปลูกตามขวางของแปลงห่างกัน 5 – 10 เซนติเมตร หยอดเมล็ดลึก 1 – 2 เซนติเมตร ห่างกัน 2.5 – 5.0 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับฤดูปลูก สายพันธุ์ และขนาดทรงต้น การปลูกถี่เกินไปทําให้หัวมีรูปร่างและขนาดไม่สม่ำเสมอ

แรดิชเป็นพืชที่ระบบรากตื้น อายุการเก็บเกี่ยวเร็ว ต้องการความชื้นพอเพียงและสม่ำเสมอ เพื่อการเจริญเติบโต ให้ผลผลิตและมีคุณภาพสูง เมื่อแรดิชอายุได้ 10 – 15 วัน ถอนแยก กําจัดวัชพืชและละลายปุ๋ย

8–24–24 รด

การเก็บเกี่ยว

โดยทั่วไป จะเก็บเกี่ยวเมื่อแรดิชมีอายุ 21 – 40 วัน หลังหยอดเมล็ด ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสายพันธุ์ การเก็บเกี่ยวโดยการถอนด้วยมือ ตัดใบให้เหลือ ก้านใบยาว 5 เซนติเมตร อย่าให้สีผิวลอก ช้ำ คัดหัวที่มีตําหนิ รูปร่างผิดปกติทิ้ง


ภาพโดย Christine Sponchia จาก Pixabay 


คุณค่าทางโภชนาการ

มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส คาร์โบไฮเดรตสูง และวิตามินชนิดต่างๆ

การใช้ประโยชน์

แกะสลัก ตกแต่งอาหารเพื่อความสวยงาม รวมกับสลัด รับประทานดิบ เป็นเครื่องจิ้ม ดองรวมกับผักชนิดอื่น ๆ ประกอบอาหาร เช่น ต้มซุป ต้มจืด



คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4

การปลูกเทอร์นิพ

 เทอร์นิพ ( Turnip)


ภาพโดย Renee Olmsted จาก Pixabay 

ชื่อวิทยาศาสตร์  Brassica Campestris var. rapa

เทอร์นิพ จัดเป็นพืชในเขตหนาว และอบอุ่น ปลูกง่าย อายุสั้น มีแหล่งกําเนิดในประเทศรัสเซีย และไซบีเรีย รับประทานส่วนของรากสะสม อาหารที่ขยายใหญ่และเรียกว่าหัว ( Swallen root ) ซึ่งมีรสหวาน กรอบ นิยมบริโภคกันมากในเขตรัฐทางภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาและยุโรป สําหรับประเทศ ไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากคนไทยนิยมบริโภคหัวผักกาดจีนมากกว่า

การเตรียมกล้า

หยอดเมล็ด ในแปลงปลูก ตามแนวขวาง ระยะห่างระหว่างแถว 25 เซนติเมตร ระวังอย่าหยอดเมล็ดให้ลึกเกินไป 

การเตรียมดิน

ขุดดินตากแดดไว้ 2 สัปดาห์ โรยปูนขาว อัตรา 100 กรัม/ตารางเมตร แล้วยกแปลง



ภาพโดย jacqueline macou จาก Pixabay


การปลูก

กําจัดวัชพืช ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยสูตร 12 – 24 – 12 อัตรา 30 กรัม/ตารางเมตร ปุ๋ยคอกอัตรา 1 กิโลกรัม/ตารางเมตร คลุกผสมให้ทั่ว ปรับหน้าดินให้เรียบขีดร่องลึก 0.5 เซนติเมตร ระยะปลูก 20 เซนติเมตร ระหว่างแถว 10 เซนติเมตร หยอดเมล็ดแล้วกลบดิน

เมื่ออายุได้ 10 – 15 วัน หลังจากหยอด เมล็ด ถอนแยกต้นอ่อนแอทิ้ง กำ จัดวัชพืช ทําร่องลึก 2 – 3 เซนติเมตร โรยปุ๋ยสูตร 8 – 24 – 24 ลงร่อง กลบดินและรดน้ํา คอยดูแลให้น้ําอย่างสม่ำเสมอ ระวังอย่าให้ขาดนํ้า และน้ําแฉะจนเกินไป

การเก็บเกี่ยว

เก็บเก่ียวเมื่ออายุได้ 40 – 50 วัน โดยถอนด้วยมือ ตัดใบ ให้เหลือก้านยาว 1 นิ้ว ระวังอย่าให้ผิวถลอก หรือช้ำ ล้างหัวให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง

คุณค่าทางโภชนาการ

เทอร์นิพเป็นผักที่มีวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี ในปริมาณสูง โดยเฉพาะถ้าปลูกในบริเวณที่มีความเข้มของแสงสูง ปริมาณ วิตามินซีในหัวเทอร์นิพจะสูงขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีธาตุอาหาร เช่น แคลเซียม และคาร์โบไฮเดรต

การใช้ประโยชน์

สามารถนํามาประกอบอาหารได้เช่นเดียวกับหัวไชเท้า ประกอบ อาหารได้ทั้งหัวและใบ เช่น ต้มจืด ต้มซุป นํามาดอง แกะสลัก เพื่อนํามาประกอบอาหาร นึ่งกับเนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเล หรือนํามารับประทานดิบ ๆ หรือทําสลัด




คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4

การปลูกแครอท

แครอท (Carrot)

ภาพโดย katerinavulcova จาก Pixabay

ชื่อวิทยาศาสตร์  Daucus Carota Var.sativa

แครอท อยู่ในวงศ์ Apiaceae ( Umbelliferae ) มีถิ่นกําเนิด อยู่แถบเอเชียกลางจนถึงเอเชียตะวันออก แครอทเป็นพืชสองฤดู โดยฤดูแรก เจริญทางต้น ใบ และราก ฤดูที่สองจะเจริญทางดอก และเมล็ด

แครอทเป็นพืชกินหัวที่เจริญได้ดีในเขตหนาว อุณหภูมิที่เหมาะ

สําหรับการเจริญเติบโตของหัวอยู่ระหว่าง 18 – 21 ゚C หากมีความแตกต่าง

ของอุณหภูมิระหว่างผิวดินและระดับดินที่ลึกลงไป 10 – 15 เซนติเมตร ถ้ามากจะ ทําให้รูปทรงของหัวไม่สม่ำเสมอ แครอทเป็นพืชที่ต้องการแสงมาก โดยเฉลี่ย ประมาณ 9 – 14 ชั่วโมง/วัน

แครอทเจริญได้ดีในดินละเอียด มีอินทรีย์วัตถุสูงและรวนซุย หน้าดิน ลึกเพื่อให้หัวแครอทลงหัวได้ดี ดินระบายน้ําได้ดี ความเป็นกรด เป็นด่างของดิน 6.5 – 7.5

การปลูก

แครอทจะปลูกโดยวิธีหยอดเมล็ดในแปลงปลูกโดยตรง แต่ต้นอ่อน ไม่สามารถเจริญขึ้นได้ ในกรณีที่มีหนาดินแห้ง

ในสภาพแปลงปลูกที่มีอุณหภูมิสูง ควรให้น้ํา เพื่อรักษาหน้าดินให้มีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ จะช่วยลดอุณหภูมิของดินและต้นอ่อนจะสามารถ เจริญเติบโตได้ดี

การหยอดเมล็ด ควรหยอดตามแนวขวางของแปลง ระยะห่าง ระหว่างต้น 2 เซนติเมตร ระยะระหว่างแถว 10 – 15 เซนติเมตร หยอดลึก 2 – 3 เซนติเมตร

การถอนเพื่อจัดระยะ ควรเริ่มถอนเมื่อมีใบจริง 2 ใบ ถอนให้มี

 ระยะห่างระหว่างต้น 5 เซนติเมตร และเมื่อมีใบจริง 3 - 6 ใบ ถอนให้ห่าง 10 เซนติเมตร 

การพูนโคน เพื่อป้องกันอาการไหล่เขียวและตายนึ่ง เนื่องจากแสงแดด ซึ่งถือว่ามีคุณภาพต่ำ ควรกลบ

โคนต้น 3 ครั้งเมื่อมีใบจริง 5 ใบ 7 ใบ และ 10 ใบ พูนโคนให้สูง 5 เซนติเมตร ขนาด ของหัวจะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างต้นและ ระหว่างแถว

การให้น้ํา

ให้น้ําทุกวันอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าให้น้ําขังแปลง เพราะจะทําให้หัวเน่า และควรรักษาความชื้นให้เพียงพอ ในระยะแรกของการปลูก เพื่อที่จะกระตุ้นการงอกในระยะแรก ช่วงเก็บเกี่ยวควรให้น้ําน้อยลงเพื่อลดการเกิดแง่ง และการแตกของหัว 

การให้ปุ๋ย

ชนิดและอัตราปุ๋ยที่ใช้จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน

โดยทั่วไปเนื่องจากเป็นพืชที่นํารากมาใช้ประโยชน์

สภาพดินที่ร่วนซุย มีหน้าดินลึกต้องการปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกจํานวนมาก เพื่อ เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ําของดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มช่องว่าง ในดิน ซึ่งจําเป็นสําหรับการเจริญของราก แต่ควรใช้ปุ๋ยคอกท่ีย่อยสลายแล้ว เนื่องจากมีไนโตรเจนต่ำ ปุ๋ยคอกใหม่จะมีไนโตรเจนสูงกระตุ้นให้รากเจริญ ผิดปกติและไม่สามารถขายได้

การใส่ปุ๋ยแบบหว่านทั่วแปลง และคลุกเข้ากับดินก่อนหยอดเมล็ด จะให้ผลดีกว่าการใส่รองก้นหลุมหรือใส่ด้านข้าง การให้ปุ๋ยไนโตรเจนในระยะที่มี ความชื้นสูงจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้และปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแอมโมเนีย จะให้ผล ดีที่สุด

การใช้ปุ๋ยสูตร 13 – 13 – 21 อัตรา 80 – 100 กิโลกรัม/ไร่ หว่าน ก่อนหยอดเมล็ดใช้สูตร 15 – 0 – 0 ใส่หลังปลูก 10 – 20 กิโลกรัม/ ไร่ การใส่ ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปจะทําให้พืชสร้างใบมาก จะทําให้รากแขนงและรากฝอย เจริญมากเกินไป

การเก็บเกี่ยว

ระยะเก็บเกี่ยวของแครอทจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ ประมาณ 80 – 100 วันหลังหยอดเมล็ดหรือดูขนาดของหัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร ต้องไม่ใหญ่เกินไป ตัดแต่งใบให้ เหลือความยาว 5 – 7 เซนติเมตร ทําความสะอาดหัว ผึ่งให้แห้งในที่ร่มก่อนบรรจุ ภาชนะ เข่งหรือลังควรรองด้วยกระดาษก่อนเพื่อป้องกันความเสียหายขณะที่ ขนส่ง


ภาพโดย jacqueline macou จาก Pixabay 


คุณค่าทางโภชนาการ

แครอทเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสาร Beta Carotene โดยเฉพาะบริเวณ ส่วนของเปลือกแก่ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอสูง ( 11,000 IU ) นอกจากน้ี ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 และ วิตามินเอ ช่วยทําให้ร่างกายมีภูมิต่อต้านโรคหวัด ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันอาการผิดปกติในกระดูก โรคผิวหนัง และรักษาสายตา

การใช้ประโยช์

แครอทสามารถนํามาประกอบอาหารมา หั่นบางๆ ทําสลัด ผัดผัก ต้มจืด ทําส้มตํา ตกแต่งอาหารในจานหรือทําเป็นขนม



คัดลอกจาก เอกสารวิชาการ การปลูกผักบนพื้นที่สูง กลุ่มสื่อส่งเสริมการเกษตร สํานักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร ISBN 974-9562-22-4